กลยุทธ์เจาะตลาด Millennials สำหรับสินค้าอุปโภค บริโภค

การวางแผนการตลาด สำหรับกลุ่ม Millennials

  1. สมาร์ทโฟนและการตลาดออนไลน์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
    แน่นอนว่ากลุ่ม Millennials มีสมาร์ทโฟนติดตัวอยู่ทุกคน เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะว่าพวกเขาเกิดมาในยุคดิจิทัลไลฟ์ แม้ว่าจะเดินเลือกซื้อสินค้าอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่พวกเขาก็ยังหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อหาข้อมูล รวมถึงรีวิวของสินค้าที่จะซื้อนั้นอยู่ดี ดังนั้นสินค้าอุปโภคบริโภคจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำการตลาดออนไลน์ เพื่อที่จะเจาะตลาดของคนในกลุ่มนี้ เป็นอย่างยิ่ง
  2. การมุ่งเน้นไปที่ การสร้างเนื้อหาหรือรูปแบบที่มีคุณภาพ 
    การประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์หรือการจัดฌปรโมชั่นต่างๆ อาจได้ผลกับคนยุคก่อนๆ แต่สำหรับกลุ่ม Millennials อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกใจนัก การสร้างคอนเทนต์ในแบบต่างๆ เช่น รูปภาพ ข้อความ วิดีโอ เสียง กราฟิก รวมไปถึง Social Media ต่างๆ ต้องทำให้มีคุณภาพ เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มนี้ ที่รับข้อมูลคอนเทนต์ในแบบดิจิตอลนั่นเอง
  3. เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่ต้องการสื่อ
    จุดเด่นของกลุ่ม Millennials นั่นคือการมีความจงรักภักดีต่อแบนด์นั้นๆ ที่ค่อนข้างต่ำมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่อยู่ในรุ่นก่อนหน้า เพราะเกิดมาในช่วงเลาที่สินค้ามีจำนวนมากมาย ทำให้เกิดการบริโภคข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่จะเจาะตลาดกลุ่มนี้ได้ ต้องเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและคุณภาพในตัวเอง รวมถึงราคาต้องมีความน่าสนใจอีกด้วย
  4. การสร้างคอนเทนต์ ต้องใช้ไอเดียใหม่อยู่ตลอดเวลา
    เพราะกลุ่มคน Millennials มีการใช้รับคอนเทนต์ออนไลน์อยู่แทบตลอดเวลา การออกแบบรูปภาพหรือคอนเทนต์เพื่อการโฆษณา ต้องมีความแปลกใหม่ รวมถึงต้องมีจินตนาการร่วมด้วย เพื่อให้ตัวแบรนด์หรือสินค้าเป็นที่พูดถึง และเป็นที่น่าจดจำมากขึ้น
  1. แสดงความจริงใจในการเผยแพร่ข้อมูล
    Millennials กระหายข้อมูลสินค้าอย่างมาก การเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ จำเป็นที่จะต้องทำอย่างจริงใจรวมถึงตรงไปตรงมา เพื่อให้คนเหล่านี้รู้สึกว่าสินค้าที่พวกเขาใช้อยู่นั้น เป็นแบรนด์ที่ใช่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเขาอย่างแท้จริง

E-commerce

ปัจจุบันคงจะไม่มีใครบอกว่าไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยว E-commerceมาเลยบางท่านที่เคยได้ยินแต่ไม่สนใจถือว่าเป็นเรื่องไกลตัว อันที่จริง ท่านผู้รู้ได้กล่าวว่าในอนาคต E-commerceจะเข้ามาพลิกโฉมทางการค้าและเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของเรา และ ห้างสรรพสินค้าอาจจะไม่มีความจำเป็นแล้วเพราะต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการการเดินทางแต่จะหันมาใช้ห้างสรรพสินค้า อีคอมเมิส ซึ่งกำลังเป็นที่ตื่นตัวกันอย่างมากในอเมริกา ดังนั้น เมื่อ E-commerceมีบทบาทมากขนาดนี้เราจะมองข้ามเสียไม่ได้

หุ้นส่วนชนิดจำกัดความรับผิดชอบ

คือหุ้นส่วนจะเป็นคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ที่จำกัดความรับผิดชอบในหนี้สินนของธุรกิจ ไม่เกินจำนวนเงินที่ตนตกลงนำมาลงทุน นอกเหนือจากนี้จะไม่รับผิดชอบ การลงทุนต้องลงด้วยเงินสดหรือทรัพย์สิน จะลงด้วยเเรงงานในการประกอบกิจการไม่ได้หุ้นส่วนประเภทนี้ไม่มีสิทธิ์เข้าจัดการห้างหุ้นส่วน เเต่มีสิทธิ์เพียงออกความคิดเห็น การตั้งชื่อห้างหุ้นส่วน กฏหมายห้ามไม่ให้ใช้ชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนชนิดจำกัดความรับผิดชอบมาตั้งเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบตาย

องค์การการค้าโลก

องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อ 1 มกราคม 2538 โดยยกฐานะมาจาก GATT (General Agreement on Tariff and Trade) ซึ่งเป็นเพียงสัญญาทางการค้า ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากร และการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2490 ปัจจุบัน WTO มีสมาชิก 136 ประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศไทยเป็นสมาชิกอันดับที่ 59 เมื่อปี 2525

WTO มีหลักการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ ดังนี้

  1. กำหนดให้ใช้มาตรการการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  2. การกำหนดและบังคับให้มาตรการการค้าจะต้องมีความโปร่งใส
  3. คุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศด้วยภาษีศุลกากรเท่านั้น
  4. ร่วมกันทำให้การค้าระหว่างประเทศมีเสถียรภาพและความมั่นคง โดยสมาชิกต้องไม่เพิ่ม

ภาษีศุลกากรเกินกว่าอัตราที่ผูกพักไว้

  1. ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เช่น ประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษีตอบโต้

การทุ่มเทตลาดและการอุดหนุนสินค้าเข้าได้

  1. มีสิทธิ์ใช้ข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น ประเทศสมาชิกสามารถใช้มาตรการ

คุ้มกันชั่วคราวในกรณีที่มีการนำเข้ามากผิดปกติ

  1. ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกันได้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้า

แต่การรวมกลุ่มต้องไม่กีดกันการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม

  1. มีกระบวนการยุติข้อพิพาทการค้าคู่กรณี
  2. ให้มีสิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี โดยผ่อนผันให้ประเทศ

กำลังจะพัฒนาจำกัดการนำเข้า หากมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาเสถียรภาพ

ดุลการชำระเงิน

การส่งเสริมการขายสินค้า

โดยทั่วไปการส่งเสริมการขายสินค้าจะทำใน 2 ลักษณะ คือ การส่งเสริมผู้บริโภคสินค้าโดยตรง และการส่งเสริมในระดับพนักงานขาย

การส่งเสริมผู้บริโภคโดยตรง ทำขึ้นเพื่อให้เพิ่มปริมาณการซื้อต่อครั้งต่อการบริโภคให้เพิ่มขึ้น ได้แก่ การให้ของแถมบนกล่อง

            ส่วนการส่งเสริมการขายของระดับพนักงาน จะทำโดยให้ส่วนลด – เพิ่มตามจำนวนสินค้าแจกแถมไปทดลองกับลูกค้า การแสดงงานนิทรรศการออกร้าน การเลื่อนตำแหน่ง การดูงาน และการจูงใจ ในรูปแบบการแข่งขัน กำหนดยอดขาย มีของขวัญพิเศษ เป็นต้น

ส่วนร้านค้าปลีกแบบซุปเปอร์มาร์เก็ต

ที่เป็นของชาวต่างประเทศมาลงทุน  มีหวังเจริญเติบโตมากขึ้น  ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง  ร้านค้าปลีกของชำมีความเดือดร้อนหนักเพราะคนจะนิยมเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า  เพราะสะดวกสบายมีสินค้าให้เลือกมากชนิด  ราคาถูก  เนื่องจากลดต้นทุนด้วยการให้ลูกค้าช่วยตนเองมากที่สุด  สามารถเลือกหยิบของที่ต้องการเพียงแค่ทางร้านบริการรถเข็น  เมื่อได้ของคนก็เข็นไปจ่ายเงินที่เคาร์เตอร์  พนักงานก็ใส่ถุงให้  ลูกค้าก็เข็นรถออก  เมื่อสามารถลดบริการได้ก็ย่อมตั้งราคาได้ต่ำ  ลูกค้าก็พอใจ โรงพิมพ์

สีและการโฆษณา

สีและการโฆษณา

การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันเข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อสิ่งพิมพ์ การประชาสัมพันธ์ทางสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่นที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อโฆษณาที่คนจดจำได้มากที่สุดรองจากโฆษณาโทรทัศน์ก็คงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆซึ่งสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย ดังนั้นจึงมักจะพบเห็นองค์กรหรือร้านค้าบริการต่างๆที่ใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างใบปลิวหรือแผ่นพับในการโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่งที่องค์กรหรือร้านค้าบริการต่างๆใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างใบปลิวหรือแผ่นพับในการโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเอง นั่นก็เพราะ นี่เป็นการโฆษณาที่มีต้นทุนต่ำและสามารถเลือกได้ว่าต้องการกลุ่มลูกค้าแบบไหนในการรับสาร สื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกนำมาใช้มักจะเป็นเอกสารขาว-ดำมากกว่าเอกสารสีเพราะเรื่องของต้นทุน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทโปสเตอร์ เอกสารแจกฟรี หรือหนังสือcatalog ต่างๆด้วย

แต่เรื่องของการใช้สีและการลงทุนเป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณาถึงผลได้ผลเสียให้ดี แน่นอนอยู่แล้วว่าเอกสารที่มีสีย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็นได้มากกว่าแบบที่เป็นสีขาวดำหรือแบบที่ถ่ายเอกสารมา ซึ่งนั่นก็ส่งผลไปถึงลักษณะและรูปแบบของเอกสารด้วย โดยเอกสารสีจะสามารถใส่ลูกเล่นหรือเพิ่มความน่านใจของเนื้อหาได้โดยการใช้สี แต่เอกสารสีขาวดำไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันและสีขาวดำ ให้ผลที่สัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้กล่าวไปคือ

58% ของคนที่ศึกษาจะหยิบสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันขึ้นมาดูก่อนสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีขาวดำ , 85% ของคนที่ศึกษาจะสามารถจดจำข้อมูลต่างๆจากการอ่านข้อมูลของสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันได้ดีกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นขาวดำ และ 87% ของคนที่ศึกษามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากโฆษณาที่มีสีสันมากกว่าโฆษณาที่เป็นขาวดำ

จากข้อมูลเหล่านี้เองทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการในปัจจุบันจึงมีการออกแบบและเลือกใช้สีอย่างพิถีพิถันมากขึ้น นั่นก็เพราะเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับแล้วการลงทุนตั้งแต่ค่าการออกแบบ การติดต่อและเลือกโรงพิมพ์ ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ไปยังลูกค้า แล้วผลประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่าทั้งแง่ของธุรกิจและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แบรนด์ สินค้าและบริการ

พัฒนาการของงานพิมพ์

พัฒนาการของงานพิมพ์

งานพิมพ์เป็นอีกทางหนึ่งของการสื่อสารหรือการส่งสารระหว่างบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง ซึ่งงานพิมพ์นี้ผ่านพัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่สมัยโบราณ โดยคำว่าความหมายของการพิมพ์ คือ การผลิตข้อความและภาพโดยใช้ตัวพิมพ์ แม่พิมพ์ หรือ แบบพิมพ์ ซึ่งถูกทาหรือฉาบด้วยหมึกแล้วกดทับลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์ เช่นกระดาษ ผ้า และ ตามความหมายในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 คือ การทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ โดยการกด หรือ การใช้พิมพ์หิน เครื่องกล วิธีเคมี หรือวิธีอื่นใดให้เกิดเป็นสื่อพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

วิวัฒนาการของการพิมพ์ เริ่มมาจากประมาณปี ค.ศ. 170 ซึ่งชาวจีนได้เริ่มมีการคัดลอกตำราและรูปโดยแกะสลักตัวอักษรและรูปบนแผ่นหินให้ส่วนที่เป็นตัวอักษรหรือลายเส้นนูนขึ้น หลังจากนั้นนำเอากระดาษมาทาบแล้วใช้ถ่านมาถูจนเกิดภาพตัวอักษรบนกระดาษ และต่อมาในประมาณปี ค.ศ. 400 ชาวจีนได้คิดค้นทำหมึกได้สำเร็จ จึงมีการนำเอาก้อนไม้หรือก้อนหินมาแกะทำเป็นแม่พิมพ์ ใช้จุ่มหมึกแล้วประทับบนกระดาษและวัสดุอื่น ๆ  หลังจากนั้นจึงมีการค้นคิดตัวพิมพ์อักษรใช้กันเรื่อยมา

ในปี ค.ศ. 1455 นายโยฮัน กูเตนเบิร์ก ได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์โลหะผสมได้สำเร็จรวมไปถึงเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ และกรรมวิธีในการพิมพ์อื่นๆ และเผยแพร่สู่ประเทศอเมริกา ที่นั่นเองที่มีการคิดค้นเครื่องเรียงตัวอักษร ซึ่งใช้ความร้อนหล่อตัวพิมพ์ เครื่องเรียงไลโนไทป์ ซึ่งจะทำการเรียงตัวอักษรทีละบรรทัด และเครื่องเรียงโมโนไทป์ ซึ่งเป็นเครื่องที่เรียงออกมาเป็นตัวต่อกันเป็นบรรทัด นิยมใช้ในงานทำแม่พิมพ์หนังสือ ใน ค.ศ. 1898 จึงมีตัวพิมพ์แบบเย็นขึ้นทำให้การทำแม่พิมพ์สะดวกขึ้น และมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนมีการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ป้อนกระดาษแบบเป็นม้วนได้สำเร็จ ซึ่งเหมาะสำหรับการพิมพ์งานที่มีปริมาณสูง ต้องการความรวดเร็ว เป็นรากฐานของโรงพิมพ์และการพิมพ์ในปัจจุบัน

ในที่สุดนายชาลส์ เนลสัน โจนส์ ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์สกรีนขึ้นสำเร็จ ทำให้การพิมพ์สกรีนผลิตงานรวดเร็วขึ้น มีการใช้อย่างกว้างขวางเนื่องจากต้นทุนต่ำและทำงานง่าย ซึ่งนำไปสู่การพิมพ์แบบดิจิตอล โดยใช้งานกับคอมพิวเตอร์ในในปัจจุบัน รวมไปถึงได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องพริ้นเตอร์โดยใช้หลักการพิมพ์แบบต่างๆรวมไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งมีทั้งขนาดที่ใช้ในสำนักงานและโรงพิมพ์ เช่น

  • การพิมพ์แบบถ่ายโอนความร้อน ซึ่งใช้ความร้อนทำให้หมึกพิมพ์หลุดไปเกาะติดกับวัสดุใช้พิมพ์จนเกิดเป็นภาพ
  • การพิมพ์แบบพ่นหมึก ซึ่งใช้หลักการพ่นหยดหมึกเล็กๆสร้างเป็นภาพบนวัสดุ
  • การพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิตย์ ซึ่งใช้การสร้างภาพด้วยประจุไฟฟ้า เรียกอีกอย่างว่า เครื่องพิมพ์เลเซอร์

ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย

ถุงกระดาษ

เราได้รู้จักถุงกระดาษในประเภทต่างๆกันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ถุงกระดาษแบบมีหูสำหรับถือ, ถุงกระดาษแบบซิปล็อค, ถุงกระดาษคราฟท์รีไซเคิลสีน้ำตาลสำหรับบรรจุอาหาร, ถุงกระดาษคราฟท์รีไซเคิลสีขาวสำหรับบรรจุอาหาร, ถุงกระดาษถนอมอาหาร, ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ เป็นต้น ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของถุงกระดาษกันต่อค่ะ

วันนี้เราขอเสนอถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายซึ่งจะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น เราไปติดตามพร้อมๆกันเลยค่ะ

  •        ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายต้องมีความแข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักได้เหมาะกับสินค้า และสวยงาม
  •        ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายต้องมีความสวยงาม เพื่อดึงดูดใจและจะทำให้ผู้ใช้นำถุงกลับมาใช้อีกหลายต่อหลายครั้งเลยทีเดียวค่ะ
  • ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย นิยมผลิตจากกระดาษ 2 ประเภท กล่าวคือ

(3.1) ถุงกระดาษ ใช้กระดาษสีน้ำตาล หรือเรียกว่า กระดาษคราฟท์ อาจใช้มนกรณีที่ลูกค้ามีงบประมาณไม่มากหรือกระดาษอาจตรงคอนเซปต์ร้าน  จะเป็นกระดาษน้ำตาล พิมพ์รายละเอียดร้านข้างถุง

(3.2) ถุงกระดาษ ใช้กระดาษสีขาว หรือกระดาษอาร์ต ซึ่งจะมีราคาสูงกว่ากระดาษคราฟท์ และให้ภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กรในที่นี้ให้เคลือบ พีวีซี(PVC)ใส หรือพีวีซี(PVC)ด้าน เพื่อให้ความคงทนแก่ถุงกระดาษเทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ ปั๊มยุบ ปั๊มนูน สปอตยูวี ปั๊มทอง ปั๊มเงิน ฯลฯ  ขึ้นอยู่กับลูกค้า

(4.)        ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย มีหลากหลายขนาดให้เลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าท่านนั้นๆ

(5.)       ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายนั้น โดยปกติทั่วไปจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยม พับแบนได้เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อกางออกจะเห็นความหนาด้านข้างที่ก้นถุงและบริเวณปากถุงมีกระดาษแข็งหนุน เพื่อเสริมความแข็งแรง ส่วนที่เป็นปากถุงจะมีช่องให้มือสอดได้เพื่อใช้หิ้ว หรือจะใช้เชือกสองเส้นผูกหัวท้ายกับด้านบนของถุงทั้งสองด้านสำหรับใช้หิ้ว ได้ ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายส่วนใหญ่จะพิมพ์ด้านนอกเพียงด้านเดียว ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย บางชิ้นมีการเคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน ช่วยเพิ่มความเหนียวให้กับถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย, ข้อความบนถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายไม่ควรมีมาก เน้น ชื่อสินค้า/บริการตัวใหญ่ ๆ เป็นต้น

(6.)  กระดาษที่นิยมใช้ในงานพิมพ์ถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลายมักจะใช้เป็นกระดาษคราฟสีน้ำตาล, สีขาว มีความหนา125 แกรม หรือใช้กระดาษอาร์ตได้ แล้วแต่การออกแบบ ความหนากระดาษประมาณ 130-190 กรัม การพิมพ์และตกแต่งผิวบนถุงกระดาษสำหรับใส่ของเวลาช็อปปิ้งแบบมีลวดลาย มีการพิมพ์ถุงกระดาษ1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่าจะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ โดยทั่วไปพิมพ์ด้านนอกหน้าเดียว

 

ทางเลือกในการผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบพิเศษ

โรงพิมพ์

สำหรับธุรกิจโรงพิมพ์ในปัจจุบันนอกจากจะรับพิมพ์งานในทุกรูปแบบแล้ว ยังคงมีทางเลือกในการผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบพิเศษ อาทิเช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ(ทรงกลม,ทรงเหลี่ยม) , สติ๊กเกอร์ หรือแม้แต่การพิมพ์ถุงกระดาษก็ตาม โรงพิมพ์ โดยทั่วไปมักจะรับผลิตและออกแบบ กล่องบรรจุภัณฑ์  ถุงกระดาษ และสติ๊กเกอร์ ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านบรรจุภัณฑ์ มีทีมงานที่มีประสบการณ์ทางด้านบรรจุภัณฑ์มากว่าสิบปี และมีระบบการทำงานแบบครบวงจร โดยทั่วไปโรงพิมพ์ที่รับพิมพ์ถุงกระดาษ จะแบ่งการพิมพ์ออกเป็น 2 แบบหลัก คือ

(1.)        ถุงกระดาษ ที่โรงพิมพ์ทั่วไปรับผลิตและออกแบบ มีคุณภาพที่ดีโดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง เป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งลูกค้าที่เป็นบริษัทชั้นนำต่างๆ ก็ยอมรับในคุณภาพของถุงกระดาษที่ทางเราผลิตให้

(2.)        ถุงกระดาษ สามารถทำได้ทั้งกระดาษน้ำตาล กระดาษปอนด์ กระดาษการ์ดขาว กระดาษกล่องแป้ง และกระดาษอาร์ต ซึ่งความสวยงามจะขึ้นอยู่กับดีไซน์และสินค้าที่นำไปใช้ด้วย  การที่ลูกค้านำถุงกระดาษไปใช้ใส่สินค้าของตนเอง ก็ช่วยให้สินค้าดูดี มีรสนิยมที่แตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป

สำหรับถุงกระดาษที่บุคคลทั่วไปนิยมสั่งผลิตนั้น หากลองไล่เรียงดูแล้วสามารถสรุปได้ดังนี้

(1.)          ถุงกระดาษใส่อาหาร(เบอเกอรี่, ป๊อปคอร์น, พายน์, เฟรนฟรายด์)  โดยทั่วไปนิยมทำ 2 สี คือ ถุงกระดาษสีขาว และถุงกระดาษสีน้ำตาล ซึ่งถุงประเภทนี้จะมีขนาดหลักๆ อยู่ ประมาณ 4 แบบ ประกอบด้วย

–           ขนาดเทียบเท่ากับซองจดหมาย ขนาด 2.5 นิ้ว

–           ขนาด 4*7 นิ้ว โดยจะทำการพับขอบถุงด้านข้าง ข้างละ 1 นิ้ว

–           ขนาด 6*11 นิ้ว โดยจะทำการพับขอบถุงด้านข้าง ข้างละ 2 นิ้ว

–           ขนาด 7*14 นิ้ว โดยจะทำการพับขอบถุงด้านข้าง ข้างละ 2 นิ้ว

(2.)        ถุงกระดาษเคลือบพลาสติก ถุงกระดาษในประเภทนี้จะผลิตจากกระดาษ Recycled ทุกชนิด ส่งผลให้ถุงกระดาษเคลือบพลาสติก มีความสวยงามดึงดูดให้นำมาใช้งาน

(3.)        ถุงกระดาษพิมพ์ออฟเซต เคลือบยูวี สามารถนำมาใช้หรือให้เป็นของที่ระลึกของชำร่วย แจกในงานเปิดบู๊ทหรือนำไปใส่สินค้าได้ ขนาดโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 13.5 * 10 * 4 นิ้ว(กว้าง*ยาว*สูง)

(4.)        ถุงกระดาษแบบมีหูหิ้วรอยเชือก พิมพ์ 1 สี ออฟเซท เคลือบยูวีเพื่อความสวยงาม สามารถนำไปใส่ของได้   เช่น ถุงโฆษณา, ถุงจิวเวอรี่, ถุงเบเกอรี่, ถุงโรงแรม เป็นต้น

(5.)        ถุงกระดาษแบบซิปล็อค / ถุงกระดาษ / กล่องกระดาษสำเร็จรูป นิยมนำมาใส่ขนม,อาหาร,เบเกอรี่ โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดอยู่ที่ ความสูง 12 นิ้ว และ ความกว้าง 17 นิ้ว โดยมีฐานและขอบด้านข้างกว้าง 3 นิ้ว

 

© 2019 A MarketPress.com Theme