สีและการโฆษณา

สีและการโฆษณา

การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันเข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางสื่อสิ่งพิมพ์ การประชาสัมพันธ์ทางสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่นที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อโฆษณาที่คนจดจำได้มากที่สุดรองจากโฆษณาโทรทัศน์ก็คงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆซึ่งสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย ดังนั้นจึงมักจะพบเห็นองค์กรหรือร้านค้าบริการต่างๆที่ใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างใบปลิวหรือแผ่นพับในการโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่งที่องค์กรหรือร้านค้าบริการต่างๆใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างใบปลิวหรือแผ่นพับในการโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเอง นั่นก็เพราะ นี่เป็นการโฆษณาที่มีต้นทุนต่ำและสามารถเลือกได้ว่าต้องการกลุ่มลูกค้าแบบไหนในการรับสาร สื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกนำมาใช้มักจะเป็นเอกสารขาว-ดำมากกว่าเอกสารสีเพราะเรื่องของต้นทุน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทโปสเตอร์ เอกสารแจกฟรี หรือหนังสือcatalog ต่างๆด้วย

แต่เรื่องของการใช้สีและการลงทุนเป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณาถึงผลได้ผลเสียให้ดี แน่นอนอยู่แล้วว่าเอกสารที่มีสีย่อมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็นได้มากกว่าแบบที่เป็นสีขาวดำหรือแบบที่ถ่ายเอกสารมา ซึ่งนั่นก็ส่งผลไปถึงลักษณะและรูปแบบของเอกสารด้วย โดยเอกสารสีจะสามารถใส่ลูกเล่นหรือเพิ่มความน่านใจของเนื้อหาได้โดยการใช้สี แต่เอกสารสีขาวดำไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันและสีขาวดำ ให้ผลที่สัมพันธ์กับข้อมูลที่ได้กล่าวไปคือ

58% ของคนที่ศึกษาจะหยิบสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันขึ้นมาดูก่อนสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีขาวดำ , 85% ของคนที่ศึกษาจะสามารถจดจำข้อมูลต่างๆจากการอ่านข้อมูลของสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันได้ดีกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นขาวดำ และ 87% ของคนที่ศึกษามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากโฆษณาที่มีสีสันมากกว่าโฆษณาที่เป็นขาวดำ

จากข้อมูลเหล่านี้เองทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการในปัจจุบันจึงมีการออกแบบและเลือกใช้สีอย่างพิถีพิถันมากขึ้น นั่นก็เพราะเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับแล้วการลงทุนตั้งแต่ค่าการออกแบบ การติดต่อและเลือกโรงพิมพ์ ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าแจกจ่ายสิ่งพิมพ์ไปยังลูกค้า แล้วผลประโยชน์ที่จะได้รับมีมากกว่าทั้งแง่ของธุรกิจและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร แบรนด์ สินค้าและบริการ

พัฒนาการของงานพิมพ์

พัฒนาการของงานพิมพ์

งานพิมพ์เป็นอีกทางหนึ่งของการสื่อสารหรือการส่งสารระหว่างบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง ซึ่งงานพิมพ์นี้ผ่านพัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่สมัยโบราณ โดยคำว่าความหมายของการพิมพ์ คือ การผลิตข้อความและภาพโดยใช้ตัวพิมพ์ แม่พิมพ์ หรือ แบบพิมพ์ ซึ่งถูกทาหรือฉาบด้วยหมึกแล้วกดทับลงบนวัสดุที่ต้องการพิมพ์ เช่นกระดาษ ผ้า และ ตามความหมายในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 คือ การทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด ๆ โดยการกด หรือ การใช้พิมพ์หิน เครื่องกล วิธีเคมี หรือวิธีอื่นใดให้เกิดเป็นสื่อพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

วิวัฒนาการของการพิมพ์ เริ่มมาจากประมาณปี ค.ศ. 170 ซึ่งชาวจีนได้เริ่มมีการคัดลอกตำราและรูปโดยแกะสลักตัวอักษรและรูปบนแผ่นหินให้ส่วนที่เป็นตัวอักษรหรือลายเส้นนูนขึ้น หลังจากนั้นนำเอากระดาษมาทาบแล้วใช้ถ่านมาถูจนเกิดภาพตัวอักษรบนกระดาษ และต่อมาในประมาณปี ค.ศ. 400 ชาวจีนได้คิดค้นทำหมึกได้สำเร็จ จึงมีการนำเอาก้อนไม้หรือก้อนหินมาแกะทำเป็นแม่พิมพ์ ใช้จุ่มหมึกแล้วประทับบนกระดาษและวัสดุอื่น ๆ  หลังจากนั้นจึงมีการค้นคิดตัวพิมพ์อักษรใช้กันเรื่อยมา

ในปี ค.ศ. 1455 นายโยฮัน กูเตนเบิร์ก ได้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์โลหะผสมได้สำเร็จรวมไปถึงเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ และกรรมวิธีในการพิมพ์อื่นๆ และเผยแพร่สู่ประเทศอเมริกา ที่นั่นเองที่มีการคิดค้นเครื่องเรียงตัวอักษร ซึ่งใช้ความร้อนหล่อตัวพิมพ์ เครื่องเรียงไลโนไทป์ ซึ่งจะทำการเรียงตัวอักษรทีละบรรทัด และเครื่องเรียงโมโนไทป์ ซึ่งเป็นเครื่องที่เรียงออกมาเป็นตัวต่อกันเป็นบรรทัด นิยมใช้ในงานทำแม่พิมพ์หนังสือ ใน ค.ศ. 1898 จึงมีตัวพิมพ์แบบเย็นขึ้นทำให้การทำแม่พิมพ์สะดวกขึ้น และมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนมีการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ที่ป้อนกระดาษแบบเป็นม้วนได้สำเร็จ ซึ่งเหมาะสำหรับการพิมพ์งานที่มีปริมาณสูง ต้องการความรวดเร็ว เป็นรากฐานของโรงพิมพ์และการพิมพ์ในปัจจุบัน

ในที่สุดนายชาลส์ เนลสัน โจนส์ ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์สกรีนขึ้นสำเร็จ ทำให้การพิมพ์สกรีนผลิตงานรวดเร็วขึ้น มีการใช้อย่างกว้างขวางเนื่องจากต้นทุนต่ำและทำงานง่าย ซึ่งนำไปสู่การพิมพ์แบบดิจิตอล โดยใช้งานกับคอมพิวเตอร์ในในปัจจุบัน รวมไปถึงได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องพริ้นเตอร์โดยใช้หลักการพิมพ์แบบต่างๆรวมไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งมีทั้งขนาดที่ใช้ในสำนักงานและโรงพิมพ์ เช่น

  • การพิมพ์แบบถ่ายโอนความร้อน ซึ่งใช้ความร้อนทำให้หมึกพิมพ์หลุดไปเกาะติดกับวัสดุใช้พิมพ์จนเกิดเป็นภาพ
  • การพิมพ์แบบพ่นหมึก ซึ่งใช้หลักการพ่นหยดหมึกเล็กๆสร้างเป็นภาพบนวัสดุ
  • การพิมพ์แบบไฟฟ้าสถิตย์ ซึ่งใช้การสร้างภาพด้วยประจุไฟฟ้า เรียกอีกอย่างว่า เครื่องพิมพ์เลเซอร์

© 2019 A MarketPress.com Theme